มิจฉาทิฏฐิบิดเบือนความจริง

แบ่งปันสิ่งดีๆ

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา

จงวิดน้ำออกจากเรือ

พุทธพจน์บทหนึ่งได้กล่าวว่า
เธอจงวิดน้ำออกจากเรือนี้
เรืออันเธอวิดน้ำออกแล้วจักเบา
 
หมายความว่า
ถ้าตัดราคะและโทสะ
เรือนั้นจักวิ่งสู่พระนิพพาน
แล้วโมหะหายไปไหน
 
นั่นแสดงว่า ถ้ากำหนดรู้
ตัดราคะและโทสะชัดๆ แล้ว
ตัวโมหะก็ไม่เกิด
 
เราจึงมากำหนดรู้
ที่ตัวอทุกขมสุขเวทนาตัวนี้
ที่ไม่รู้ชัดว่าเป็นทุกข์ หรือสุข
เป็นอวิชชา เป็นมิจฉาทิฏฐิ
 
เมื่อใดที่เรารู้ชัดในสุข ในทุกข์
เป็นวิชชา เป็นสัมมาทิฏฐิ
 
การที่เราเห็นไม่ชัด
เป็นมิจฉาทิฏฐิ
นำมาพูดผิด เห็นผิด ดำริผิด
ใช้ผิด พยายามผิด
ตั้งสติผิด สมาธิผิด
 
อาสวะตกตะกอนนอนเนื่อง
อาสวะเป็นกิเลสละเอียด
แม้แต่พระอานาคามี
ยังข้ามไม่พ้น
 
มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
รวมเรียกว่า อวิชชาสวะ

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา

มีสัมมาทิฏฐิ เกิดวิปัสสนาญาณ

ส่วนสัมมาทิฏฐิ
เมื่อคิดถูก พูดถูก ทำถูก
เลี้ยงชีวิตถูก พยายามถูก
ตั้งใจถูก สมาธิถูก รู้ถูก
หลุดพ้นในอวิชชาทั้งหลาย
 
สัมมาทิฏฐิ จะเห็นทุกข์
ตามความเป็นจริง
 
เห็นเหตุให้เกิดทุกข์
เห็นวิธีการดับทุกข์
และสามารถดับทุกข์ได้
 
เห็นทุกข์ในรูปในนาม
อยากจะออกจากทุกข์ในรูปในนาม
เกิดความเบื่อหน่าย
อยากออกจากกาม
 
ไม่ตอแย เบียดเบียนใคร
ไม่อยากเกี่ยวข้องกับทางโลกๆ
ที่เคยชอบ เคยชัง เคยลุ่มหลง
 
จากเคยมีครอบครัว คู่ผัวตัวเมีย
ก็เปลี่ยนเป็นรักเมตตา
เกี่ยวข้องกันอย่างพี่อย่างน้อง
 
มีเมตตา ไม่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ไม่ลักขโมย ไม่เจ้าชู้ประพฤติผิดในกาม
หาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ
 
รู้จักระวังสังวรในความผิดศีล ผิดธรรม
หากพลั้งเผลอก็รีบกลับตัวกลับใจใหม่
 
อทุกขมสุขเวทนา หากดูชัดๆ
รู้สองตัว คือ ทุกข์ สุข ชัดๆ
ตัวอวิชชาก็จะไม่เกิด
 
จะก่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ
เมื่อมีสัมมาทิฏฐิแล้ว
จะเกิดเป็นญาณปัญญา
ที่เรียกว่าสัมมาญาณ
แล้วเกิดวิปัสสนาญาณต่อไป
พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา

แยกกะทิออกจากน้ำมัน

จิตสามารถทำหน้าที่เป็นนามรูป

และนามล้วนๆได้

จิตที่เป็นนามรูป
เป็นที่ตั้งของ ราคะ โทสะ โมหะ
เราจะเอา ราคะ โทสะ โมหะออก
เราก็แยกรูปออกมาจากนามเสีย

เหมือนกะทิ เก็บไว้นานก็เสีย
เราต้องแยกเอากะทิออกมา
เหลือแต่น้ำมัน ก็ไม่เสียง่าย

การจะแยกอย่างไร
เป็นขบวนการของมรรคแปด
เริ่มต้นด้วยการใช้ปัญญา
คือ สัมมาทิฏฐิ
คำจำกัดความของสัมมาทิฏฐิ
ก็คือ อริยสัจจ์สี่นั่นเอง

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา

ว่างอยู่แต่ไม่รู้คือโมหะ

จิตมีขันธ์ห้าประกอบด้วย
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ที่สร้างความรู้สึกพอใจ เรียกว่าราคะ
ไม่พอใจ เรียกว่าโทสะ
ไม่รู้สึกพอใจและไม่รู้สึกว่าไม่พอใจ เรียกว่าโมหะ

ในจิตเรามีทั้ง 3 ตัวนี้ เกิดขึ้นเสมอ
ให้รู้สึก ให้สังเกต ให้เห็นถึงความรู้สึกนั้นเสมอ
มันมีอยู่ก็รู้ มันไม่มีอยู่ก็รู้

พอใจก็รู้ ไม่พอใจก็รู้
ไม่มีความพอใจ ไม่มีความไม่พอใจก็รู้

ให้พยายามสังเกตตัวสุดท้าย
คือภาวะที่ไม่มีความพอใจ และไม่มีความไม่พอใจ
ว่ามันมีหรือไม่
เพราะจิตไม่ได้มีความพอใจ ความไม่พอใจ
หรือคลุมเครือ ตลอดเวลา
มันมีเป็นบางครั้ง
แต่ช่วงที่มันไม่มี เราเคยสังเกตมั้ย

ความพอใจก็ไม่มี ความไม่พอใจก็ไม่มี
ความรู้สึกคลุมเครือก็ไม่มี
ภาวะว่างๆ นั้น ถ้ารู้
เราเรียกภาวะนั้นว่า อุเบกขา
ถ้ามีอยู่แต่เราไม่รู้ เรียกว่า โมหะ

Direk Saksith
www.buddhayanando.com
f: พระพุทธยานันทภิกขุ, พลิกใจให้ตื่นรู้,
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท, เซนสยาม
Dynamic Meditation (นวัตกรรมแห่งสติ)

https://www.facebook.com/groups/1996419587251309/

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *