เฝ้าดูทุกข์ จนกว่าจะพ้นทุกข์

เฝ้าดูกายให้ชัดก่อน อย่าเพิ่งรีบร้อนดูใจ การเจริญสติ ให้จิตอยู่กับปัจจุบัน เพื่อเฝ้าดู สังเกต ศึกษา ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ หรือความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ที่เกิดขึ้น   โดยเบื้องต้นให้ดูกายก่อน เมื่อชำนาญเรื่องกายแล้ว ค่อยไปศึกษาใจ ที่เรียกว่าวิปัสสนา   วิธีการของหลวงพ่อเทียน เป็นวิธีการสู้กับทุกข์ตรงๆ เผชิญหน้ากันตรงๆ โดยการเฝ้าดู เห็น ศึกษา เข้าใจ กระบวนการของทุกข์ นี่เป็นการปฏิบัติเบื้องต้น   เมื่อเราดูทุกข์เป็นแล้ว เราสามารถนำไปใช้กับชีวิตประจำวันได้ นำไปใช้ได้กับกิจกรรมทุกชนิดในชีวิตได้   วิธีการดูทุกข์ เปรียบเหมือนเรือ แพ พาหนะ ที่เราจะใช้พาไปสู่นิพพาน เฝ้าดูกาย จนรู้ภาษาใจ   การปฏิบัติ ต้องสื่อกับตัวเอง หมายความว่า เรารู้สึกอย่างไร ปวด เมื่อย สบาย ไม่สบาย จิตใจเราเป็นอย่างไร มีความวิตกกังวลเรื่องอะไร เศร้าหมอง ผ่องใส หรือเบลอ กำลังง่วง กำลังฟุ้งซ่าน […]

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๑ รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๑/๑ ยกมือเคลื่อนไหวใส่สติ ขอให้พวกท่านทั้งหลาย จงตั้งจิตตั้งใจ ประพฤติปฏิบัติธรรมะ จงเจริญสติปัฏฐานสี่ เรียกว่า กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนา พิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้เห็นชัดแจ้ง อยู่ในจิตใจ ในตำรับตำราว่าอย่างนั้น แต่ที่ผมจะพูดนี้ ไม่ได้พูดในตำรับตำรา ผมพูดโดยอุดมการณ์ ที่ผมประสบพบเห็นมา ให้ท่านมีสติ รู้เท่ารู้ทัน ในทุกขณะที่เกิดขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา เดินหน้า ถอยหลัง เอียงซ้าย เอียงขวา ก้มเงย พริบตา อ้าปาก กลืนน้ำลาย หายใจเข้า หายใจออก ให้มีสติ รู้เท่า รู้ทัน รู้จักกัน รู้จักแก้ รู้จักเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้ นี่เป็นข้อแรก ข้อที่สองต่อไป ให้ท่านมีสติคอยดูจิตดูใจ ของท่านเอง ทุกขณะจิต ไม่ว่าท่านจะทำการทำงานอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างดูได้ ขอให้ท่านมองเห็นสิ่งนี้อยู่ ทุกขณะจิต รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๑/๒ เม็ดข้าวทุกเม็ดต้องงอก […]

เปลี่ยนอิริยาบถแบบมีสติ

มีทุกข์ซ่อนอยู่ในทุกอิริยาบถ ในความเห็นของคนทั่วไป ชีวิตมีทั้งทุกข์และสุขคละเคล้ากันไป แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงเห็นเช่นนั้น ทรงเห็นมีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น มีแต่ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ และมีแต่ทุกข์เท่านั้นดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ พระองค์ทรงเห็นความจริงว่ากายและใจเรานี้เป็นทุกข์ล้วน ๆ ความสุขที่ปุถุชนรู้สึกคือความทุกข์ที่ลดน้อยลงไปเท่านั้นเอง ความทุกข์ที่เราเห็นได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา ก็คือ อิริยาบถ ไม่มีใครยืน เดิน นั่ง นอน ในอิริยาบถเดียวได้ตลอดทั้งวัน ในชั่วเวลาหนึ่งเราอาจคิดว่า ท่านั่งนี้เป็นท่าที่สบายที่สุด   แต่ถ้าต้องนั่งนาน ๆ โดยไม่ลุกเลย ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแน่ ๆ   เมื่อได้เปลี่ยนอิริยาบถ เราจะรู้สึกมีความสุขสบายขึ้น แต่อิริยาบถนั้นอยู่ได้ไม่นาน เราก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถอีก   นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ความสุขที่เรารู้สึกนั้น แท้จริงแล้วมิได้มี มีแต่ทุกข์น้อยลงเท่านั้นเอง   วันหนึ่ง ๆ เราบำบัดทุกข์ ด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นร้อยเป็นพันครั้งโดยไม่รู้สึกตัว เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถโดยสัญชาตญาณ   พระพุทธเจ้าทรงเห็นประโยชน์ จากการเปลี่ยนอิริยาบถ ว่าสามารถแปลงให้เป็นปัญญาญาณได้ โดยให้มีสติเข้าไปรู้ ให้เห็นทุกข์ที่ซ่อนอยู่อิริยาบถต่าง ๆ ว่ามันเป็นอนิจจัง […]

มะเร็งอารมณ์

มะเร็งในอารมณ์ เมื่อเกิดอารมณ์ทางจิต เช่น ความรู้สึกไม่พอใจ ปัญญาญาณ ก็เห็นอาการของจิตก่อนว่า จิตกำลังมีปฏิฆะหรือรู้สึกไม่พอใจ   ปัญญาก็เข้าไปเฝ้าสำรวจ ตรวจสอบหาสาเหตุ พินิจอาการของจิต ด้วยดวงตาปัญญาญาณ ซึ่งเป็นฝ่ายกุศลจิต ก็เข้าไปจัดการกับปฎิฆะจิต ซึ่งเป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศล ปฏิฆะจิตก็จะฝ่อหายไป   แต่หากอาการปฏิฆะจิต คือความไม่พอใจ นอนแช่อยู่ในจิตนานๆ ด้วยอำนาจของอุปาทาน คือความรู้สึกย้ำคิดย้ำทำ ด้วยความไม่พอใจบ่อยๆ อาการปฏิฆะจิตนั้น ก็จะพัฒนาตัวเอง เป็นความโกรธ และผูกโกรธ แปรเปลี่ยนมาเป็นความเจ็บใจ ซึ่งเป็นความเข้มข้นของตัณหา อุปาทาน แปรสภาพมาเป็นมานะทิฐิตามลำดับ   หากอกุศลพัฒนาตัวมาถึงขั้นนี้ ปัญญาญาณจะต้องทำงานหนักมากขึ้น เพราะจะต้องเข้าไปตรวจสอบหลายๆ รอบ จึงจะฝ่อ จะหายไปได้   เหมือนกับเชื้อมะเร็ง หากปล่อยให้เกิดมานาน ไม่รีบเยียวยารักษาตั้งแต่ขั้นต้นๆ มันก็จะพัฒนาตัวมัน มีอาการเข้มข้น รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นระยะที่ สอง สาม สี่ ไปเรื่อยๆ ซึึึ่่งยากแก่การแก้ไขเยียวยา มากขึ้นตามลำดับ   แม้อารมณ์ตัวอื่นๆ เช่น […]

สอบอารมณ์ตัวเอง

เป็นกลางระหว่างสงบกับฟุ้งซ่าน การสอบอารมณ์ หมายถึง การนำเอาการปฏิบัติมาศึกษา วิเคราะห์ดูว่ามีอารมณ์อะไรบ้าง ผ่านเข้ามา   ช่วงแรกก็จะมีนิวรณ์เข้ามา เพราะจิตเราเคยไป พอเราจับมันมาขังไว้ มันก็วิ่ง ก็ดิ้น ตามความเคยชิน   จึงเป็นการสู้กัน ระหว่างจิตที่มันดิ้นไปหาความเคยชิน กับการดึงให้มันอยู่กับที่   เราต้องประคองจิตให้เป็นกลาง คือไม่ให้ดิ้นไปหาความฟุ้งซ่าน ความเคยชิน และไม่บังคับจิตให้อยู่กับที่ ไปหาความสงบ   ต้องฝึกให้มันเชื่อง ซึ่งเป็นเรื่องยาก ในการทำให้ลงตัวระหว่างกลางได้   ดังนั้นต้องสร้างตัวผู้รู้ขึ้นมา เพื่อทำให้จิตอยู่ระหว่างกลาง มีความเป็นกลาง เพราะจิตมันไม่ยอม มันจะดิ้นไปหาความเคยชิน   พอเราไปบังคับให้อยู่กับที่ ก็ติดสงบไป หรือไม่ก็อึดอัดขัดเคือง เหนื่อยในการสู้กับอารมณ์ กับนิวรณ์ต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น   เป็นหน้าที่เราต้องศึกษา เพื่อหาความลงตัว หรือความเป็นกลาง   ศึกษาว่าวันนี้อารมณ์อะไรเข้ามา ความง่วง ความฟุ้งซ่าน ปวดเมื่อย ขึ้เกียจ สงบ ศึกษาเพื่อก้าวผ่านไปให้ได้ ผ่านได้ก็สอบผ่าน ผ่านไม่ได้ก็สอบตก บางเรื่องเราก็ต้องสอบหลายครั้ง […]

คอร์สธรรมวิจัย

ภาพกิจกรรมคอร์สธรรมวิจัย โดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท และ พระอาจารย์สมพงษ์ อินทชูโต เจ้าอาวาสวัดถ้ำแสงเทียน 5-12 พฤษภาคม 2559 ณ ครุสติสถาน (รร.รุ่งอรุณ) กรุงเทพฯ มีทั้งผู้ปฏิบัติเก่าและใหม่ 50 คน  

การภาวนาสำหรับคนไกลวัด

องค์ประกอบที่ทำให้การปฏิบัติได้ผลเร็ว การเจริญสติภาวนา มิใช่เป็นเรื่องยากดังที่คิด หากมีคุณสมบัติ 5 ประการ คือ มีความรักตนเองในทางที่ถูกต้อง มีจิตใจใฝ่พิสูจน์ มีสติ สมาธิ ปัญญาปกติ และมีองค์ประกอบช่วยการปฏิบัติ ให้ได้ผลเร็วอีก 5 ประการคือ ศรัทธา เชื่อว่าการภาวนาแบบนี้ เป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตได้ทุกเรื่อง และรักที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และมีความเชื่อมั่นอย่างไม่สงสัยว่า ความรู้ตื่นเบิกบานที่มีในกายในใจของตัวเอง คือพระพุทธเจ้าที่มีอยู่จริง วิริยะ คือลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้อง พร้อมพิสูจน์ความจริงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตนเองอย่างไม่ท้อถอย มีความทรหดอดทนในหัวใจเป็นเลิศ และเข้าใจในการอดทน พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนซักถามกับคนที่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนเสมอ เวทนาเบาบาง คือไม่ทรมานร่างกายโดยไม่จำเป็น แต่ถือการทรมานกิเลสทางใจเป็นหลัก แต่ไม่ใช่ทำแบบเก็บกด หรือฝืนใจแบบไม่เข้าใจ แต่ให้เข้าใจว่า ความรู้สึกไม่สบายใจที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและทันที ยากขนาดไหนก้ต้องแก้ อย่าปล่อยให้ฝังอยู่ในใจอย่างเนิ่นนาน เป็นคนตรงไปตรงมา คืออย่าขยันหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองหรือแก้ตัวจนเคย และไม่พยายามเป็นทนายแก้ต่างให้ความผิดพลาดของตนเองบ่อยๆ ที่สำคัญ ไม่เป็นคนมากด้วยอุบายที่เข้าข้างกิเลส แต่คิดหาอุบายเข้าทางธรรมเสมอ สติสัมปชัญญะปกติ คือเป็นคนรู้จักยอมรับฟัง และเข้าใจในเหตุผลของคนอื่นได้ไม่ยาก ใช้สติในการตรวจสอบตนเอง และหมั่นทำความเข้าใจกับตนเองเสมอๆ ขยันเจริญสติทั้งนอกและในรูปแบบเป็นนิสัย จนสติมีกำลังมากพอที่จะเกิดปัญญาญาณเห็นการเกิดดับของจิตได้บ่อยๆ ในที่สุด ตัดเสบียงความเคยชิน   […]

อริยชนคือคนใจละเอียด

อริยชนคือคนละเอียด   อะไรที่มันละเอียดมาก ความหนาแน่นก็จะสูง เรียกอริยชน คนละเอียด อะไรที่มันหยาบ ก็จะหลวมๆ ไม่แน่น เรียกปุถุชน คนหยาบ ปุถุชนคนทั่วไป มักไม่ค่อยสนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือรายละเอียดของชีวิตจิตใจ ดังนั้น จิตใจของเรา จึงไม่หนักแน่นมั่นคงเท่าที่ควร เราชอบใช้ชีวิตแบบหลวมๆ หลงๆ พร่ามัว และเพลิดเพลิน ไปตามสิ่งแวดล้อม แล้วแต่สถานการณ์จะพาไป เรียกว่าใช้ชีวิตแบบประมาท การฝึกสติภาวนา เป็นการฝึกฝนสนใจ รายละเอียดของชีวิตเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราฝึกการเอาใจใส่ ดูแลชีวิตด้วยความรอบคอบและถี่ถ้วน จิตใจของเราก็จะพัฒนา ไปสู่ความหนักแน่นมั่นคง สูงขึ้นเรื่อยๆ การใช้ชีวิตแบบนี้ เรียกว่า “อริยชนหรือ อริยบุคคล” คือ คนที่มีวิถีชีวิตจิตใจละเอียดอ่อน ประณีตวิจิตร บรรจง การใช้ชีวิตแบบนี้ จะนำไปสู่ความมีชีวิตจิตใจ ที่สงบเยือกเย็น เข้าไปเกี่ยวข้องทุกๆ อย่าง โดยใช้โยนิโสมนสิการ คือเก็บรายละเอียดชีวิตจิตใจ ได้กว้างขวางและลุ่มลึก ปุถุชนคือคนหยาบ   จากจุดนี้ ถ้าเรามองโลก ในแง่ของรูปธรรมหรือวัตถุ เราจะเห็นได้ชัดเจน […]