ความรู้สึกตัว ฉนวนกันความทุกข์

น้ำร้อนลวกใจ ถ้าเปรียบกายเหมือนแก้วน้ำร้อน ใจคือมือที่เอื้อมไปจับแก้วน้ำร้อนนั้น เวทนาคือความรู้สึก ที่จับแก้วน้ำร้อนด้วยมือเปล่า ย่อมต้องโดนความร้อนลวกจนแสบพอง แต่ถ้าเรามีผ้าหรือฉนวนมาห่อหุ้มแก้ว ความร้อนจากแก้วน้ำร้อน ก็จะไม่สามารถส่งผ่านไปยังมือได้ ความรู้สึกตัวที่เป็นเวทนาทางกาย เรียกว่ารูปนาม เช่นเวลาเรานั่งนานๆ ถ้าหากว่าสติเราไม่เข้มแข็งพอ ความหนักความหน่วง ความปวดความเมื่อยที่ขาที่แขน ที่ข้อต่างๆ ทุกขเวทนาทางกายนั้น ย่อมไหลซึมสู่จิต กลายเป็นทุกขเวทนาทางใจ รู้สึกหงุดหงิด รำคาญ เบื่อ ซึม เซ็ง แล้วก็ปรุงแต่งอะไรต่ออะไร ก่อให้เกิดนามรูปแล้ว รูปนามคือ ความรู้สึกตัว มันจะแปรเป็นนามรูป คือความคิดได้ ต่อเมื่อเราขาดสติ ในการกำหนดรู้เวทนาอย่างต่อเนื่อง การเจริญสติหรือความรู้สึกตัวนี้ เราจึงเอาตัวเวทนาเป็นอารมณ์ ปัญญา เลนส์ขยายสติ เราจะรู้ความรู้สึกได้ละเอียด เมื่อเรามีปัญญา ปัญญาคือการขยายเลนส์ ของสติสมาธิให้สูงขึ้น รู้เท่าทันเวทนาละเอียดบ่อยๆ ปัญญาเกิด รู้เวทนาระดับกลางบ่อยๆ สมาธิ สัมปชัญญะเกิด รู้เวทนาระดับหยาบบ่อยๆ สติเกิด ก็เอาสติไปรู้เวทนาระดับหยาบๆ ก่อน เดี๋ยวเวทนากลางๆ ก็จัดการเป็น เมื่อจัดการเวทนากลางเป็น เวทนาละเอียดอันคือสุขเวทนา ก็จัดการเป็น สติรู้เวทนาละเอียดได้เป็นบางส่วน […]

รู้กายใจเพราะรู้เวทนา

การเคลื่อนไหวมีหลายระดับ การเคลื่อนไหวทางกายที่เห็นด้วยตา เป็นการเคลื่อนไหวแบบหยาบ เช่น การเคลื่อนไหวของอิริยาบถหลักๆ ยืน เดิน นั่ง นอน และอริยาบถย่อยบางส่วน เช่น การเคลื่อนไหวของอวัยวะส่วนต่างๆ การพับตา อ้าปาก หายใจ เป็นต้น การเคลื่อนไหวที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา เป็นการเคลื่อนไหวแบบกลาง เช่น การเคลื่อนไหวของทำงานในธาตุ ๔ คือการทำงานของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เช่น การย่อยอาหาร การไหลเวียนของเลือดลม การเต้นของชีพจร การเต้นของหัวใจ เป็นต้น เราเห็นไม่ได้ แต่รู้สึกได้ การทำงานของธาตุไฟและน้ำ เช่น ความรู้สึก เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เคร่ง ตึง ด้วยอำนาจของ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ดินทำให้ยืนได้ ลมทำให้เคลื่อนไหวได้ ไฟทำให้รู้สึกอุ่นได้ น้ำทำให้รู้สึกเย็นสบายได้   ความรู้สึกภายในกาย ขั้นละเอียด เรียกว่าเวทนา […]

ได้ผลไว เพราะใส่ใจปฏิบัติตาม

บริหารเวทนา พาพ้นทุกข์ สติระดับที่หนึ่ง ดูร่างกายในส่วนใหญ่เห็นได้ชัด คือการสร้างจังหวะให้เป็นจังหวะ ถ้าเราง่วง เราจะยกมือช้าๆไม่ได้ มันยิ่งง่วงหนักเข้าไปอีก ก็ต้องยกมือไวๆ ก็แก้ปัญหาไป   ก่อนที่จะเปลี่ยนท่านั่ง คอยดูว่าตัวความรู้สึกตัว มันไต่ระดับเข้มข้นอย่างไร   และก่อนที่จะเปลี่ยนไปท่าใหม่ คอยดูว่าระดับความเข้มของความรู้สึก จะเปลี่ยนมาระดับปกติอย่างไร ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บเปลี่ยน   รอบของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็หมุนไปตามรอบของมัน   เราเคยบำบัดแบบสัญชาตญาณ แต่พอเรามีสติในการกำหนดรู้ ช่วยมันเปลี่ยน   อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เราไม่มีสติ ก็กลายมาป็น สติ สมาธิ ปัญญา   ตรงนี้สำคัญที่ว่า แทนที่จะให้ทุกขเวทนาบังคับเรา ให้เราเปลี่ยนตามสัญชาตญาณ   แต่พอเรามีสติคอยระลึกรู้ เข้าไปลำดับการเคลื่อนไหว ให้เห็นทุกขเวทนาที่มันสลายไป   และเวลาเปลี่ยนไปท่าใหม่ ให้เห็นทุกขเวทนา ที่มันเพิ่มขึ้นจากปกติที่พอทนได้ จนกระทั่งทนไม่ได้   พอหยาบจนทนไม่ได้ คิดจะปลี่ยนใหม่ก็ให้รู้   พอจะเปลี่ยนไปปั๊บ […]

กัลยาณมิตรผู้รู้จริง คือสิ่งสำคัญที่สุด

ภารกิจแรกคือแสวงหากัลยาณมิตร เหมือนเราจะเรียนคอมพิวเตอร์ ก็ต้องเริ่มต้นฝึกกับครู หรือถามผู้รู้เสียก่อน หรือฝึกจากหนังสือตำรา ฝึกไป ลองไป เล่นไป ทำไป เดี๋ยวก็เป็นฉันใด การศึกษาชีวิตก็ฉันนั้น เราต้องมีคู่มือและเครื่องมือ มีครูอาจารย์หรือกัลยาณมิตร ช่วยบอกวิธีการ จนได้ดวงตา เหมือนปัญจวัคคีที่ได้พระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร จนท่านได้ดวงตาเห็นธรรม ดวงตานั้นได้แก่ วิชชา ปัญญา ญาณ แสงสว่าง ยุคสมัยปัจจุบันนี้ ถ้าเรายังไม่ได้ตาปัญญาเป็นครูบาอาจารย์ เราจะเอาใครเป็นกัลยาณมิตรภายในของเราล่ะ? ดังนั้น ภารกิจแรกที่สุดคือ จะต้องแสวงหากัลยาณมิตรที่ถูกต้อง ทั้งภายนอกและภายในให้เจอ มิฉะนั้น การปฏิบัติธรรมจะก้าวหน้าลำบากมาก ความอยากเป็นได้ทั้งเหตุและผลของอวิชชา อวิชชาทำให้เกิดตัณหา หรือความอยาก เพราะเราไม่รู้ เราจึงเกิดความอยาก แต่ในขณะเดียวกัน ความอยากก็เป็นเหตุ เพราะเราอยากเราจึงยึด พอเรารู้ว่าอวิชชาเป็นเหตุของตัณหา แต่อะไรเล่าเป็นเหตุของอวิชชา อะไรคือที่สุดของที่สุด ถ้าไม่เจอกัลยาณมิตร เราก็เป็นอวิชชาอยู่เรื่อย แต่ถ้าเจอกัลยาณมิตร วิชชาก็เกิดขึ้น ธรรม ๒ ประการ ๑. กัลยาณมิตร ๒. เมื่อเราเจอครูบาอาจารย์เจอคนดี เจอคนรู้ เจอคนมีประสบการณ์ […]

สติมีหลายระดับ

สติสัมปชัญญะ-สติปัฏฐานสี่-สติสัมโพชฌงค์ สติสัมปชัญญะก่อให้เกิดสติปัฏฐานสี่ สติปัฏฐานสี่ ก่อให้เกิดสติสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์เป็นสติที่เป็นเอง เป็นปรมัตถ์ล้วนๆ แต่สติปัฏฐานสี่ เราต้องคอยฝึกซ้อม คอยระมัดระวัง มันยังไม่เป็นเอง ยังปนกันระหว่างสมมติกับปรมัตถ์อยู่ สติสัมโพชฌงค์ที่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดวิริยะสัมโพชฌงค์ แม้ว่าเป็นสติที่เป็นเอง แต่ก็ยังต้องมีวิริยะ เพราะมันยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ พระโสดาบันมีสติสัมโพชฌงค์ เพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ พระสกิทาคามี ๕๐ เปอร์เซ็นต์ พระอนาคามี ๘๐ เปอร์เซ็นต์ พระอรหันต์มี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จึงต้องเอาวิริยะมาเป็นตัวช่วยพัฒนา วิริยะสัมโพชฌงค์กับสัมมาวายามะ เป็นอันเดียวกัน (วิริยะสัมโพชฌงค์ที่ไปถึงจุดหมาย ก็จะกลายเป็นสัมมาวายามะ) วิริยะสัมโพชฌงค์ยังไม่สมบูรณ์ แต่สัมมาวายามะสมบูรณ์แล้ว แต่ทำหน้าที่ ๔ อย่างเหมือนกันคือ ๑. สังวรปธาน คอยระมัดระวังสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาไม่ให้เกิด แต่ถ้ามันยังเกิด… ๒. ปหารปธาน ปรับเปลี่ยนออกไป ถ้ายังไม่ออก… ๓. ภาวนาปธาน เพิ่มกำลังสติ ๔. อนุรักขณาปธาน รักษากำลังสติ ปีติแบบสมถะ ต่างกับ […]