กัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการ

กัลยาณมิตรพาเดินทางลัด อาศัยกัลยาณมิตร จะช่วยให้เราเดินทางลัด ได้อย่างปลอดภัย แต่เบื้องต้น เราต้องพิสูจน์กัลยาณมิตรให้ถูกต้อง ให้เข้าใจชัดเจนก่อนหลักง่ายๆ ก็คือ กัลยาณมิตรที่แท้จริงนั้น จะสามารถตอบข้อสงสัย ที่เราชักถามได้ทุกอย่าง เกี่ยวกับการดับเหตุแห่งทุกข์ ในทุกๆ ประเด็น และเป็นแบบอย่าง ที่ดีงามและถูกต้องให้เราได้เสมอและที่สำคัญกัลยาณมิตรที่ถูกต้อง มักจะชี้นำให้เราได้พบกับ กัลยาณสหายอีกมากมาย ไม่จำกัดขอบเขต ในการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ที่ถูกต้อง และจะนำเราไปพบกับ กัลยาณสัมปะวังกะตา คือได้พบกับสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อความก้าวหน้าในการภาวนาองค์ประกอบที่ ๒ คือโยนิโสมนสิการ ได้แก่ความแยบคาย ตรงนี้เราจะต้องลงมือพิสูจน์ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ของตนเอง จนกว่าจะเข้าใจรูปนาม ให้ชัดตามความจริงผลของการได้พบ กับกัลยาณมิตรที่ถูกต้องนั้น จะต้องทำให้เราเกิดแรงจูงใจอย่างสูง ที่จะทำตามองค์คุณของการภาวนา ทั้ง ๕ ประการนี้จนประสบผลสำเร็จ ระดับใดระดับหนึ่งจนได้ ตนคือที่พึ่งแห่งตน โยนิโสมนสิการ มิใช่เรื่องที่ต้องอาศัย คำอธิบายจากผู้อื่น แต่เป็นเรื่องที่ต้อง ลงมือทำด้วยตนเอง ผลจะออกมาอย่างไรนั้น เป็นเครื่องพิสูจน์ ระดับสติปัญญาของเราเอง เราจะไปโทษกัลยาณมิตร ทั้งหมดไม่ได้ สติปัญญาของเราเอง […]

จิตเดิมแท้

จิตเดิมแท้เหมือนจิตของเด็ก จิตเดิมแท้ของเราทุกคน มันไม่มีนิวรณ์ใดๆ ครอบงำมาก่อน มันใสสะอาดบริสุทธิ์ เหมือนจิตของเด็ก เรียกว่าประภัสสรจิต   ตามที่ท่านกล่าวไว้ในบทบาลีว่า “ปภัสระมิทัง จิตตัง อาคันตุเกเสหิ อุปกิลิตถัง” จิตเดิมแท้มันผ่องใสสะอาด เมื่อถูกความคิดปรุงแต่ง เข้ามารบกวนแล้ว จิตนั้นจึงเศร้าหมองไป   จิตเดิมแท้มันดำรงอยู่ก่อนหน้านี้ ทุกคนมีสภาพจิตอย่างนี้ เสมอเหมือนกัน แต่คนที่รู้จักจิตแบบนนี้ดีแล้ว ย่อมหาวิธีดำรงจิตแบบนี้ไว้ได้ นานกว่าคนที่ไม่รู้   และคนที่รู้จิตนี้ ก็คือผู้ที่ได้ผ่านการปฏิบัติภาวนา มาแล้วเท่านั้น   คนที่รู้จักทำวิปัสสนา ย่อมรักษาจิตชนิดนี้ได้ดีกว่า คนที่รู้เพียงสมถะภาวนา   สามารถพัฒนาให้ดำรงอยู่ได้ยาวนาน และสามารถนำจิตแบบนี้ มาประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างกว้างขวาง และมีประสิทธิภาพ มากกว่าคนธรรมดาหลายเท่าทีเดียว ค้นหาจิตเดิมแท้ การพัฒนาจิตเดิมแท้ให้เติบโต ต้องอาศัยกัลยาณมิตรผู้รู้จริง คอยช่วยแนะนำเท่านั้น จึงจะเกิดได้   องค์ประกอบที่จะทำให้สมบูรณ์ ต้องประกอบด้วยหลัก ๒ ประการ คือ   ๑.กัลยาณมิตร ได้แก่ครูบาอาจารย์ หรือเพื่อนปฏิบัติ ที่มีประสบการณ์มาก่อนเรา […]

รูปนามโดยสัญญา-ปัญญา

รูปนามโดยปัญญา แตกต่างจากการรู้โดยสัญญาอย่างไร? ความรู้สึกตัวในระดับรูปนามมี ๒ ระดับ ระดับที่ ๑ เรียกว่าระดับ “สัญญา” ระดับที่ ๒ เรียกว่าระดับ “ปัญญา” ขณะนี้ เรานั่งมานานแล้ว รู้สึกปวดตามแข้งขา บางคนก็สนใจจะระลึกรู้ บางคนก็ไม่ได้สนใจ รูปนามโดยปัญญาเป็นอย่างไร? สำหรับคนที่เจริญสติปัฏฐานอย่างถูกต้อง จะคอยตามระลึกรู้ถึงความรู้สึกไม่สบายในส่วนนั้นๆ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และตามดูมันไปเรื่อยๆ จนมันเป็นระดับที่เข้มขึ้น เป็นระดับกลาง และหยาบไปตามลำดับ และตามดูจากหยาบ กลาง ละเอียด ทบทวนดูเวทนาทั้ง ๓ ขั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างกายทนไม่ได้ หรือทนได้ลำบาก นี้เป็นการดูด้วยสติ และเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถไปท่าใหม่ ก็เริ่มตั้งต้นตามดูไปใหม่เรื่อยๆ จนเห็นว่าร่างกายนี้เป็นไป ตามกฏแห่งไตรลักษณ์ตลอดเวลา ไม่รู้สึกหงุดหงิดรำคาญ ที่ต้องปรับเปลี่ยนกายตนเองตลอดเวลา ด้วยการตามดูเช่นนี้ จิตจึงเป็นสมาธิโดยอัตโนมัติ จึงเรียกว่าเข้าใจรูปนามโดยปัญญา รูปนามโดยสัญญาเป็นอย่างไร? คนส่วนมาก ที่ยังไม่รู้จักการเจริญสติปัฏฐาน ก็ยังไม่รู้จักความรู้สึกตัว ไม่ว่าระดับใดก็ตาม แต่สำหรับคนที่เริ่มเรียนรู้การภาวนา ก็จะรู้จักความรู้สึกตัวเพียงระดับเดียว คือรู้จักแต่หยาบเท่านั้น เพราะยังไม่เข้าใจการตามดูกายดูจิต จนกว่าจะได้รับการแนะนำการรู้กายรู้ใจ อย่างถูกต้องจากท่านผู้รู้ […]