พาหิยทารุจีริยะพระอรหันต์จำเป็น

“รู้สักแต่ว่ารู้” ในแง่ของอารมณ์ปฏิบัติ อยากให้สื่อความหมายของคำว่ารู้เนื้อรู้ตัวให้ขึ้นใจ เพราะเป็นความรู้สักแต่ว่ารู้ ในวิธีการหลวงพ่อเทียน คนที่รู้แบบนี้ไม่ถึงชั่วโมง บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้เร็วที่สุด ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย คนนั้นชื่อว่า “พาหิยทารุจีริยะ” ในอดีตชาติเขาเคยบำเพ็ญเพียรมาก่อน ต่อมาเกิดเป็นเพลย์บอยลูกเศรษฐี ไปข่มขืนและฆ่าเขาตาย ในสมัยพระพุทธเจ้าท่านเกิดมาเป็นลูกพ่อค้า ไปค้าขายทางเรือสำเภา เกิดพายุเรืออับปาง ลูกเรือตายหมด ท่านมีบารมีไม่ตายไปติดที่หมู่บ้านหนึ่ง ไม่มีเสื้อผ้าเหลือแต่ตัวล่อนจ้อน ในสมัยนั้นมีนิกายหนึ่ง นับถือว่าถ้าใครแก้ผ้าได้เป็นพระอรหันต์ คนจึงพากันมาบูชาท่าน เพราะคิดว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านเลยตกกระไดพลอยโจนต้องตั้งสำนัก แต่ในใจลึกๆ ท่านรู้ว่ามันไม่ใช่ เป็นการหลอกลวงชาวบ้าน ต่อมาได้ข่าวว่ามีพระอรหันต์ตัวจริงเกิดขึ้น ท่านจึงต้องการหนีออกจากสำนัก เพื่อไปพบพระอรหันต์ตัวจริง ท่านต้องการไปถามพระพุทธเจ้าว่า ความเป็นอรหันต์ดีอย่างไร? คนจึงได้พากันมากราบไหว้บูชา และจะเข้าถึงได้อย่างไร? ท่านหนีออกจากสำนักตอนกลางคืน และไปถึงสำนักเชตวันตอนเช้า ท่านได้พบพระพุทธเจ้าขณะที่กำลังจะไปบิณฑบาตร ท่านถามพระพุทธเจ้าว่าพระอรหันต์เป็นอย่างไร? พระพุทธเจ้าให้รอพระองค์บิณฑบาตรกลับมาก่อน แต่ท่านพาหิยทารุจีริยะ ก็ยังตามซักถามอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรวจสอบวาระจิต พบว่าท่านเคยบำเพ็ญสมถะมานานจึงได้เป็นเช่นนี้ แต่ท่านอยู่ในวิสัยที่จะบรรลุธรรมได้ พระพุทธเจ้าจึงตอบว่า ดูก่อนพาหิยทารุจีริยะ ภาวะที่เห็นอะไรสักแต่ว่าเห็น ไม่ไปปรุงแต่งในสิ่งที่เห็น ได้ยินอะไรก็ตามสักแต่ว่าได้ยิน...

ปรมัตถสภาวะขั้นสูง

พระพุทธเจ้าตรัสรู้เมื่อยามสาม แต่หลวงพ่อเทียนท่านไม่ได้รู้เรื่องปริยัติมาก่อน การเข้าถึงญาณสามนั้น โดยประสบการณ์ของท่านเอง แต่ไปตรงกับพระพุทธเจ้า เมื่อนำมาอ้างถึงญาณทั้งสามคือ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และ อาสวักขยญาณ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือญาณที่รู้ความคิดและอารมณ์ที่มีมาก่อน มันเกิดไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว ถึงได้รู้ว่ามันมี คำว่าบุพเพแปลว่าอดีต เช่น ความคิดเกิดขึ้น ก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องเป็นราวไปแล้ว ไม่รู้มันมาจากไหน พอมาปฏิบัติ ท่านมาดูกายดูใจ มาเจริญสติ ไปเริ่มเห็นความคิด แต่ก่อนหน้านี้ไม่เห็น มีแต่เข้าไปในความคิด เวลามันคิดอะไรก็เข้าไปเป็นเรื่องนั้น แต่พอท่านเกิดญาณตัวนี้ ท่านเห็นความคิดมันเกิดขึ้นเป็นเรื่องๆ ท่านก็เลยตามเข้าไปดูร้อยครั้งพันหน พอคิดแล้วไม่ทันก็ตั้งใจดูใหม่ พอคิดก็ตั้งใจดู ขยับเข้าไปๆ ดูใกล้ต้นตอ “จนที่สุดเข้าไปเห็นความคิดเกิดจากการกระทบ ของอายตนะภายนอกและอายตนะภายใน เมื่อกระทบกันแล้วมันมีการเกิดขึ้นและดับลง” เหมือนกับเราตีระฆัง ระฆังมีอยู่ ถ้าไม่มีการกระทบเสียงระฆังเกิดไม่ได้ พอกระทบเกิดเสียงขึ้น และมีการดับไปของเสียงนั้น ตอนแรกรู้ ได้ยินแต่เสียง แต่ไม่รู้เสียงเกิดจากอะไร ก็ตามเสียงนั้นไปมันเกิดหลายครั้ง.. อ้อ..มันเกิดจาการตีระฆังนั่นเอง ในทำนองเดียวกัน ตอนแรกเห็น...

จิตเดิมแท้

จิตเดิมแท้เหมือนจิตของเด็ก จิตเดิมแท้ของเราทุกคน มันไม่มีนิวรณ์ใดๆ ครอบงำมาก่อน มันใสสะอาดบริสุทธิ์ เหมือนจิตของเด็ก เรียกว่าประภัสสรจิต   ตามที่ท่านกล่าวไว้ในบทบาลีว่า “ปภัสระมิทัง จิตตัง อาคันตุเกเสหิ อุปกิลิตถัง” จิตเดิมแท้มันผ่องใสสะอาด เมื่อถูกความคิดปรุงแต่ง เข้ามารบกวนแล้ว จิตนั้นจึงเศร้าหมองไป   จิตเดิมแท้มันดำรงอยู่ก่อนหน้านี้ ทุกคนมีสภาพจิตอย่างนี้ เสมอเหมือนกัน แต่คนที่รู้จักจิตแบบนนี้ดีแล้ว ย่อมหาวิธีดำรงจิตแบบนี้ไว้ได้ นานกว่าคนที่ไม่รู้   และคนที่รู้จิตนี้ ก็คือผู้ที่ได้ผ่านการปฏิบัติภาวนา มาแล้วเท่านั้น   คนที่รู้จักทำวิปัสสนา ย่อมรักษาจิตชนิดนี้ได้ดีกว่า คนที่รู้เพียงสมถะภาวนา   สามารถพัฒนาให้ดำรงอยู่ได้ยาวนาน และสามารถนำจิตแบบนี้ มาประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างกว้างขวาง และมีประสิทธิภาพ มากกว่าคนธรรมดาหลายเท่าทีเดียว ค้นหาจิตเดิมแท้ การพัฒนาจิตเดิมแท้ให้เติบโต ต้องอาศัยกัลยาณมิตรผู้รู้จริง คอยช่วยแนะนำเท่านั้น จึงจะเกิดได้   องค์ประกอบที่จะทำให้สมบูรณ์ ต้องประกอบด้วยหลัก ๒ ประการ...