ถอดธรรมบรรยายประกอบภาพและเสียง “นวัตกรรมแห่งสติ๙๒”

พระธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท (พระอาจารย์อาวุโสในสายงาน หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) ค่ำ วันที่ ๓ ตุลาคม ๖๐ ณ วัดพระธาตุแสงเทียน อ.เด่นชัย จ.แพร่

ถอดธรรมบรรยายประกอบภาพและเสียง “นาโนแห่งมหาสติ๑๓”

พระธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท (พระอาจารย์อาวุโสในสายงาน หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) เช้า วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๖๐ ณ สวนพันดาว อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ความพอใจไม่ใช่เรา ความพอใจในเรื่องต่างๆ เป็นหมื่นเป็นแสนความพอใจ มันก็คือความพอใจ เราไม่มีความพอใจต่อเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เป็นหมื่นเป็นแสนความไม่พอใจ มันก็คือความไม่พอใจ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่เราแยกประเภทไม่ออก ไม่พอใจพ่อ ไม่พอใจแม่ ไม่พอใจพี่ มันก็คือความไม่พอใจ เราชอบคนนั้นคนนี้เป็นหมื่นคนแสนคน มันก็คือความชอบใจ แต่เราไม่เข้าใจมัน ก็ไปสำคัญมั่นหมายว่า เราชอบ เราไม่ชอบ เราพอใจ เราไม่พอใจ เราไม่ทันสมมติ ทั้งๆ ที่แกนมันคือความรู้สึกแค่สองอย่าง ถ้าเราตามทันความรู้สึกแค่สองอย่าง มันก็จบง่ายๆ แต่ที่มันไม่จบ เพราะว่าเราไม่ได้ดูความรู้สึกสองอย่างนี้ อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง เราไปสำคัญผิดคิดว่าความพอใจเป็นเรา เมื่อมันเป็นเราแล้ว ทำให้มันขยายออกไปเรื่อย เราเป็นนั่น...

ถอดธรรมบรรยายประกอบภาพและเสียง “นวัตกรรมแห่งสติ๓๔” เรื่อง “ไตรกิเลส”

ถอดธรรมบรรยาย “นวัตกรรมแห่งสติ๓๔” ณ วัดพระธาตุแสงเทียน (เช้า ๒๑ ก.ค.๖๐) พระธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท เรื่อง ไตรกิเลส ยิ่งใกล้ยิ่งลืม เรามักจะลืมนึกถึงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว กายกับใจอยู่ใกล้ตัวมากจนเราลืมนึกถึง เพราะความเคยชินหรืออวิชชามาบดบัง เรื่องภายนอกที่เราหลงลืมหรือลืมนึกถึงไม่ใช่อวิชชา เป็นเพียงสัญญาอนิจจา เป็นเรื่องของไตรลักษณ์ เรื่องร่างกาย ความจำ สมอง เป็นกฎไตรลักษณ์ ความผิดพลาดที่เกิดทางร่างกาย โดยเกิดจากความผิดพลาดทางสัญญา เป็นกฎของไตรลักษณ์ ไมใช่กฎของสมุทัย จิตของเราถ้ามันลืมอะไรบางอย่าง เช่น ถ้าเราทุกข์ไปตั้งนาน เพิ่งนึกได้ ทุกข์ทางกายเป็นกฎไตรลักษณ์โดยธรรมชาติ ไม่ใช่สมุทัย ทุกข์ที่เกิดจากความไม่สบายใจเป็นสมุทัย หรือไตรกิเลส ไตรกิเลสคือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ถ้าเข้าใจกฎทั้งสองอย่างนี้ก็จะไม่สับสน เวลาเราป่วยเรามักนึกถึงว่าทำไมธรรมะไม่ช่วยเรา อันนี้สับสนแล้ว ถ้าเกิดความเศร้าหมองทางด้านจิตใจ เรานึกตำหนิกาย ก็สับสน ที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องของใครของมัน รู้ทันความพอใจเป็นสติ เรื่องร่างกายก็เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เรื่องจิตใจก็เป็นไปตามกฎของไตรสิกขา...

ถอดธรรมบรรยายประกอบภาพและเสียง “นวัตกรรมแห่งสติ๓๗”

คลิปนวัตกรรมแห่งสติ๓๗ ณ วัดพระธาตุแสงเทียน (เย็น ๒๒ ก.ค.๖๐) พระธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท คนดีต้องรักษา หน่อไผ่ในวัดไม่มีหนาม และมีรสอร่อย จึงมีคนมาขุดไปเยอะ สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์คนก็ชอบ และช่วยกันรักษาไว้ ต้นไผ่ป่าประโยชน์น้อยเพราะเป็นหนาม มีรสขม คนจึงไม่ค่อยรักษา พอใหญ่โตไม่มีใครเอามันได้ ต้นไม้ที่เป็นประโยชน์ คนก็รักษาสืบทอดไว้ เหมือนคนดีที่มีประโยชน์ คนก็ช่วยรักษาไว้ และช่วยกันขยายต้นไผ่ออกไปเรื่อยๆ ต้นไผ่ป่าค่อยๆ หายไป จนใกล้จะสูญพันธุ์ เพราะมันมีประโยชน์น้อย ไผ่ที่มีประโยชน์มากคือที่เรากินหน่อและมีรสหวาน คนดีก็เหมือนกัน เราพยายามที่จะรักษา เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนา เราทำในสิ่งที่ดีไว้ให้คนได้ใช้สอย สิ่งที่ดีต้องเป็นประโยชน์ ถ้าไม่มีประโยชน์มันก็ไม่ดี เราเป็นคนดีเพื่อให้คนได้ใช้ เราปลูกต้นไผ่ที่มีประโยชน์เพื่อให้คนได้กิน การมาปฏิบัติ คือการทำความดี เพื่อคนทั้งหลายที่เขายังไม่มีดี เขาจะได้ใช้ความดีของเรา วันหนึ่งเขาได้เห็นว่าความดีนั้นมันเป็นอย่างไร เขาจะเริ่มเป็นคนดีขึ้นมาได้ เราแต่ละคนก็มีสิ่งที่ไม่ดีมาก่อน เราเห็นคนที่ดีๆ เขามีความสุข มีความสบาย เราก็อยากเป็นคนดีบ้าง...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป “นวัตกรรมแห่งสติ๕๑”

คลิปนวัตกรรมแห่งสติ๕๑ (เช้า ๕ ส.ค. ๖๐) ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธิกสมาคมฯ (ศูนย์ ๒ ปทุมธานี) วันที่ ๒ – ๘ สิงหาคม โดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท จะเลือกเป็นคนประเสริฐหรือเป็นคนประสาท เรามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง คือพึ่งใจที่สงบ กายที่สงบ การฝึกกรรมฐานช่วยให้เรามีที่พึ่ง ไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่วัด พระรัตนตรัยคือความสะอาด สว่าง สงบ ของกาย วาจา ใจ และสิ่งแวดล้อม ทำให้ชีวิตของเรามีที่พึ่ง คนที่ฝึกฝนตนเองเป็นประจำเป็นคนประเสริฐ คนที่ไม่ชอบฝึกฝนตัวเองเป็นคนประสาท เราจะเป็นคนประเสริฐหรือคนประสาท เราเลือกได้ คนประสาทหมายถึงคนที่ไม่มีระเบียบ ทั้งกาย วาจา ใจ และสิ่งแวดล้อม บางคนแต่งตัวสวยงาม ไปดูที่บ้านรกรุงรังดูไม่ได้เลย มีแต่ความเป็นระเบียบสวยงามทางกาย แต่ทางใจไม่มี สิ่งแวดล้อมก็ไม่มี เราต้องทำไปเรื่อยๆ เพิ่งเริ่มต้นก็ยังดีกว่าไม่มีการเริ่มต้นเลย...

ถอดธรรมบรรยายประกอบภาพและเสียง นวัตกรรมแห่งสติ๔๕

อบรมวิปัสสนากรรมฐาน ”ไตรลักษณ์ สู่ไตรสิกขา” โดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท (พระอาจารย์อาวุโสในสายงาน หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธิกสมาคมฯ ศูนย์ ๒ ปทุมธานี เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ #ศีลคือหิน ศีลคือศิลาแปลว่าหิน เราเอาชื่อของหินมาตั้งเป็นศีล หินมีลักษณะดังนี้ ๑ แข็ง หมายถึงความเข้มแข็ง ๒. ไม่หวั่นไหว แตกผุยาก ๓. จมลงก้นน้ำ ๔. ปรับตัวตามสภาพแวดล้อม เวลานำไปตากแดดก็จะร้อน อยู่ในน้ำก็จะเย็น ท่านจึงนำลักษณะของหินมาเป็นชื่อของศีล คนที่มีศีลจึงเป็นคนที่ ๑. หนักแน่น ๒. ไม่หวั่นไหวต่ออะไรง่ายๆ ๓. มีความลึกซึ้ง ๔. เป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เวลามีอะไรมากระทบกระแทก ก็ไม่แตกง่าย มีสภาพที่คงที่ ผิดศีลคือผิดปกติ ศีลห้าที่บัญญัติไว้...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป “นวัตกรรมแห่งสติ๔๗”

ถอดพระธรรมเทศนา นวัตกรรมแห่งสติ๔๗ (เช้า ๓ ส.ค. ๖๐) ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธิกสมาคมฯ (ศูนย์ ๒ ปทุมธานี) วันที่ ๒ – ๘ สิงหาคม โดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท   #ความตายมีสองลักษณะ ถ้าเรามีชีวิตอยู่ แต่กายกับใจไม่ได้อยู่ด้วยกัน เราตายหรือเราทุกข์? ถ้ามันไปอย่างถาวรเราตาย ถ้ามันไปๆ มาๆ เราทุกข์ เมื่อธาตุขันธ์ยังไม่แตกดับ มันก็ไปๆ มาๆ ทำให้เราทุกข์ ความตายมีสองลักษณะคือ ตายจากธาตุและตายจากขันธ์ ตายจากธาตุหมายความว่า ธาตุสี่แยกจากกันคนละทาง ตายจากขันธ์หมายความว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ได้อยู่ด้วยกัน หมายความว่ารูปกับเวทนาอยู่ด้วยกัน แต่สัญญา สังขาร วิญญาณ คิดไปที่อื่นแล้ว จึงเป็นทุกข์  #ขันธ์ห้าไม่มีตัวตน พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราเข้าไปยึดไม่ได้...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป “ศีลเพื่อการจัดระเบียบชีวิต” (นวัตกรรมแห่งสติ๕๕) ณ ครุสติสถาน ๑๒ ส.ค.๖๐

พระธรรมเทศนาเรื่อง “ศีลเพื่อการจัดระเบียบชีวิต”  (นวัตกรรมแห่งสติ๕๕) โดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท (พระพุทธยานันทภิกขุ) ณ ครุสติสถาน ๑๒ ส.ค.๖๐ การจัดระเบียบสิ่งต่างๆ เพื่อความสะดวกเรียบร้อยในการปฏิบัติ เรียกว่าศีล ศีลภายนอกจะมีได้ต้องมีศีลภายใน ศีลภายในหมายถึงความปกติเรียบร้อย ของความรู้สึก ถ้าเรามีความรู้สึกปกติเรียบร้อยภายใน ภายนอกก็จะเรียบร้อยด้วย ในชีวิตของผู้ศึกษาภาวนาหรือนักปฏิบัติ ต้องมีการสร้างสติสัมปชัญญะให้เข้มแข็งขึ้นมา เรียกว่าความรู้สึกตัว เหมือนเรามีไฟสว่างอยู่รอบตัว ย่อมจะมองเห็นอะไรได้ชัดกว่าคนที่ไม่มี สติสัมปชัญญะ เป็นแสงสว่างประจำกายและใจของมนุษย์ทุกคน ถ้าสติสัมปชัญญะดับ ก็เป็นสติสัมปชัญญะแบบสัญชาตญาณ มองเห็นอะไรได้ไม่ชัดและไม่ไกล ถ้าเราได้ศึกษาเรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า เรื่องของความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เรียกว่าสติสัมปชัญญะ คำว่าโพธิปัญญา พุทธะคือกำลังของสติสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อม เป็นคุณสมบัติดั้งเดิมของมนุษย์ ซึ่งมีกำลังอยู่ระดับหนึ่ง พอที่จะดูแลความปลอดภัยของร่างกายนี้ ให้อยู่รอดได้ แต่ไม่สามารถดูแลจิตใจ ให้ปลอดภัยจากภัยภายในได้ จึงมีผู้รู้เกิดขึ้นเพื่อแสวงหาความสมบูรณ์เรื่องนี้ การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยาก จึงน่าจะมีความสมบูรณ์และความปลอดภัย ทางด้านร่างกายและจิตใจ ท่านจึงมุ่งพัฒนาสติสัมปชัญญะอีกระดับหนึ่ง การสร้างระบบตื่นตัวเป็นหน้าที่ของผู้รู้ อย่างพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก และพระอาริยะบุคคลทั้งหลาย...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป นวัตกรรมแห่งสติ๔๖ ณ ยุวพุทธิกสมาคม ๒-๘ ส.ค. ๖๐

พระธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท ณ ยุวพุทธิกสมาคม ๒-๘ ส.ค. ๖๐ การปฏิบัติเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าไม่เข้าใจจะกลายเป็นเรื่องยาก จะทำอย่างไรให้เข้าใจ? พระพุทธเจ้าได้ยกเรื่องมรรคแปด เป็นอันดับแรก มรรคแปดเริ่มด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิแปลว่าเข้าใจ ถ้าใครเข้าใจถูกก็จะพ้นจากทุกข์ และปัญหาทั้งปวง ขณะที่ยกมือใครเป็นผู้ยก? ทุกคนตอบว่าเรายก ไม่ใช่รูปยก มันจึงผิดตรงนี้ เพราะเราเป็นผู้ยก มันจึงผิดแต่แรก ที่จริงแล้วไม่มีเรา มีแต่รูปกับนาม ความเป็นเรามาจากความคิด ถ้าไม่มีความคิดก็ไม่มีเรา ทุกคนลองเอามือจับแขนตัวเอง ให้บีบและปล่อย มีสองความรู้สึกคือหนักและเบา ใครเป็นผู้หนักผู้เบา? เราหรือว่ารูปกับนาม? หนักคือเกิด เบาคือความเกิดหายไป ความหนักความเบาเกิดขึ้น ในขณะบีบและปล่อย พอปล่อยวางก็จะเบา ถ้าจะยึดเอามันก็หนัก ในระหว่างปฏิบัติ ความรู้สึกหนักเบาปรากฏในกายใจตลอดเวลา การที่จะเข้าใจรูปนามเบื้องต้น ให้เห็นอาการเหล่านี้ให้ได้ก่อน ระหว่างความรู้สึกหนักเบาเป็นอะไร? เป็นความรู้สึก? หรือเป็นเรา? หรือเป็นความคิด? เฝ้าดูความรู้สึก ร้อน หนาว สบาย...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป นวัตกรรมแห่งสติ ๔๓

คลิปนวัตกรรมแห่งสติ ๔๓ ณ วัดพระธาตุแสงเทียน (เช้า ๓๑ ก.ค.๖๐) แสดงธรรมโดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท เรื่อง รูปนามไม่ก้าวหน้าเพราะรู้เวทนาไม่ต่อเนื่อง เวทนามีความสำคัญในการปฏิบัติ เพราะเป็นตัวสะท้อนอารมณ์ โดยเฉพาะเรื่องรูปนาม ถ้ารูปนามไม่เข้มแข็ง ยังแยกเวทนากายเวทนาจิตออกจากกันไม่ได้ เช่น ยุงมาเกาะ โดยสัญชาตญาณทำให้เกิดความกลัว ทั้งๆ ที่จิตยังไม่ได้คิด เรียกว่าอาสวะ มือไปตามสัญชาตญาณ สติยังไม่ทันพิจารณา มือก็ไปก่อนแล้ว สิ่งเหล่านี้เล็กน้อยแต่ละเอียดอ่อน ถ้าเราไม่เริ่มศึกษาจากจุดนี้ ตัวตามรู้เวทนาก็ไม่ละเอียด แยกเวทนากายและเวทนาจิตไม่ชัดเจน อารมณ์รูปนามและอารมณ์ปรมัตถ์ก็จะไม่ชัด ในช่วงอารมณ์รูปนามตอนแรก เพียงแต่เห็นอารมณ์ความรู้สึกทางกายชัด พอที่จะดึงจิตอยู่ได้เท่านั้นเอง หรือพอที่จะเห็นความรู้สึกตัว ที่เกิดจากเวทนาได้บ้าง แต่อารมณ์รูปนามยังไม่ชัด เวทนาทางกายต่อด้วยสัญญา ความจำหมายว่าอันนี้ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เคร่ง ตึง แล้วเราก็ไปรู้สึก จำ หมาย รู้...