ถอดธรรมบรรยายประกอบภาพและเสียง “นวัตกรรมแห่งสติ๔๘”

คลิปนวัตกรรมแห่งสติ๔๘ ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธิกสมาคมฯ (ศูนย์ ๒ ปทุมธานี) วันที่ ๒ – ๘ สิงหาคม (เย็น ๓ สิงหาคม ๖๐) โดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท ยิ่งเรียนมากยิ่งรู้ยาก ผู้ที่สนใจการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ เป็นพวก intellectual หรือปัญญาชน แต่คนธรรมดาที่จบป.๔ ถ้ามีจิตใจซื่อตรง มีความคิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็จะเข้าใจได้เร็วเช่นกัน นักปราชญ์ชาวบ้าน ใช้ปัญญาจากประสบการณ์ ศึกษาซื่อๆ ตรงๆ ชัดๆ บางทีเราเรียนรู้อะไรเยอะๆ อาจจะสับสน เพราะใช้ความคิดแทนความรู้ คนที่มีการศึกษาสูงจิตใจอาจจะบิดเบี้ยว ไปตามสมมติ ตามภาษา กลายอุปสรรคอย่างมากในการปฏิบัติ นั่งสมาธิแช่นานๆอาจกลายเป็นอัมพฤกษ์ได้ คำถาม: ๑. การรู้เฉยๆ กับการรู้หนักรู้เบาต่างกันอย่างไร? การรู้หนักเบาเป็นการตัดสินหรือไม่? ๒. เมื่อปฏิบัติใหม่ๆ นั่งสิบห้านาทีก็รู้สึกว่าหนัก ปฏิบัตินานเข้าไม่รู้สึกหนักเลย ใช่ความรู้สึกเฉยๆหรือไม่? ตอบคำถาม:...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป “นวัตกรรมแห่งสติ๕๑”

คลิปนวัตกรรมแห่งสติ๕๑ (เช้า ๕ ส.ค. ๖๐) ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธิกสมาคมฯ (ศูนย์ ๒ ปทุมธานี) วันที่ ๒ – ๘ สิงหาคม โดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท จะเลือกเป็นคนประเสริฐหรือเป็นคนประสาท เรามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง คือพึ่งใจที่สงบ กายที่สงบ การฝึกกรรมฐานช่วยให้เรามีที่พึ่ง ไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่วัด พระรัตนตรัยคือความสะอาด สว่าง สงบ ของกาย วาจา ใจ และสิ่งแวดล้อม ทำให้ชีวิตของเรามีที่พึ่ง คนที่ฝึกฝนตนเองเป็นประจำเป็นคนประเสริฐ คนที่ไม่ชอบฝึกฝนตัวเองเป็นคนประสาท เราจะเป็นคนประเสริฐหรือคนประสาท เราเลือกได้ คนประสาทหมายถึงคนที่ไม่มีระเบียบ ทั้งกาย วาจา ใจ และสิ่งแวดล้อม บางคนแต่งตัวสวยงาม ไปดูที่บ้านรกรุงรังดูไม่ได้เลย มีแต่ความเป็นระเบียบสวยงามทางกาย แต่ทางใจไม่มี สิ่งแวดล้อมก็ไม่มี เราต้องทำไปเรื่อยๆ เพิ่งเริ่มต้นก็ยังดีกว่าไม่มีการเริ่มต้นเลย...

ถอดธรรมบรรยายประกอบภาพและเสียง นวัตกรรมแห่งสติ๔๕

อบรมวิปัสสนากรรมฐาน ”ไตรลักษณ์ สู่ไตรสิกขา” โดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท (พระอาจารย์อาวุโสในสายงาน หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธิกสมาคมฯ ศูนย์ ๒ ปทุมธานี เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ #ศีลคือหิน ศีลคือศิลาแปลว่าหิน เราเอาชื่อของหินมาตั้งเป็นศีล หินมีลักษณะดังนี้ ๑ แข็ง หมายถึงความเข้มแข็ง ๒. ไม่หวั่นไหว แตกผุยาก ๓. จมลงก้นน้ำ ๔. ปรับตัวตามสภาพแวดล้อม เวลานำไปตากแดดก็จะร้อน อยู่ในน้ำก็จะเย็น ท่านจึงนำลักษณะของหินมาเป็นชื่อของศีล คนที่มีศีลจึงเป็นคนที่ ๑. หนักแน่น ๒. ไม่หวั่นไหวต่ออะไรง่ายๆ ๓. มีความลึกซึ้ง ๔. เป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เวลามีอะไรมากระทบกระแทก ก็ไม่แตกง่าย มีสภาพที่คงที่ ผิดศีลคือผิดปกติ ศีลห้าที่บัญญัติไว้...

วัตถุ ปรมัตถ์ อาการ

ถ้าเรารู้จักเลือกใช้ความคิดเท่าที่จำเป็น จะทำให้เกิดความรู้เพิ่มขึ้นมาอีก ๓ อย่าง เรียกว่า รู้วัตถุ รู้ปรมัตถ์ และรู้อาการ ตามหลักของหลวงพ่อเทียน   รู้วัตถุ หมายถึง รู้ว่าสิ่งทั้งหลายในจักรวาลเป็นวัตถุทั้งสิ้น เรียกว่าสมมุติบัญญัติ ซึ่งแบ่งออกเป็น๓อย่าง ๑. ส่วนที่เป็นรูปที่เข้าไปเกิดในใจ เรียกว่า นามรูป เช่นความรู้สึกนึกคิด คือวัตถุอารมณ์ ๒. ส่วนที่เป็นความรู้ เป็นญาณ ปัญญา และความรู้ที่เป็นวิปัสสนาญาณ คือวัตถุปรมัตถ์ ๓. ส่วนที่เป็นการรับรู้ของกายและจิต ลักษณะของกายที่มีความรู้สึกตัวและจิตที่มีการรับรู้ได้อย่างปกติ คืออาการ เมื่อย่อความความรู้ทั้งหมดของจักรวาล เป็น ๓ อย่างคือ วัถตุ ปรมัตถ์ อาการ จะได้ดังนี้ วัตถุ ได้เเก่ สิ่งทั้งปวงในจักรวาล ตั้งเเต่รูปในใจไปจนถึงรูปของกายที่หยาบที่สุด ปรมัตถ์ ได้เเก่ ตัวรู้ที่สามารถเเยกเเยะ ส่วนไหนเป็นวิชชา ส่วนไหนเป็นอวิชชา ส่วนไหนเป็นปัญญาญาณ ส่วนไหนเป็นสัญชาตญาณ...

นิทานเรื่อง อาจารย์โง่ไปเรียนเซน

อาจารย์โง่ไปเรียนเซ็น ตอน 1 “อายุเข้าปูนนี้แล้ว เจ้ายังทำตัวเป็นเด็กอยู่นะ เมื่อไหร่ เจ้าจะเติบโตมากกว่านี้” อาจารย์เซ็นแห่ง สำนักยอดเขาปู่เป้ง เอ่ยปากเตือนสติ ศิษย์รักคนหนึ่ง “ท่านอาจารย์ต่างหาก ที่ยังเห็นผมเป็นเด็กอยู่ ถ้าท่านอาจารย์เติบโตมากกว่านี้ ก็คงไม่เห็นผมเป็นเด็กอีกต่อไป……! ว่าแล้วศิษย์วัดก็เดินจากไป ปล่อยให้อาจารย็เซ็น ยืนซึมอยู่กับที่ พร้อมกับอุทานกับตัวเองเบาๆว่า ” เออ…. ท่าจะจริงของมันวะ..!กูต่างหากที่ยังไม่เติบโต…….! ถ้ากูเติบโตจริง กูคงไม่เตือนมันแบบนั้น? คิดได้เช่นนั้น ท่านก็ตัดสินใจเข้าเก็บตัวเองอย่างเงียบๆ ในห้องกรรมฐาน เพื่อเฝ้าดูจิตของตนเองเป็นเวลา 1 เดือน ปล่อยให้ศิษย์วัดคนนั้น ทำหน้าที่แทนตนเองทุกอย่าง พอครบหนึ่งเดือน ท่านก็ออกจากห้องกรรมฐาน หลังจากเฝ้าพิจารณาจิตของตนเองอย่างจริงจัง ตั้งใจ ต่อเนื่องและถูกต้อง ” อ้อ… ท่านอาจารย์ออกมาแล้วหรือ?” ศิษย์คนเดิมเอ่ยปากทัก พร้อมกับยกมือพนมอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ” ใช่! ข้าออกมาแล้ว ขอบใจเจ้ามากๆ ที่ให้สติข้า ทำให้ข้ารู้จักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ต่อไป...

หนังสือ ภาวนาให้เป็นสุขพ้นทุกข์ด้วยสติ

      หนังสือ ภาวนาให้เป็นสุข พ้นทุกข์ด้วยสติ โดย พระพุทธยานันทภิกขุ (หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท) รวบรวมธรรมะจากหนังสือเล่มนี้ เรียบเรียงใหม่โดยคุณวัฒนา พิมพ์บึง ที่ได้โพสต์ในเฟซ หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท, Dynamic Meditation (นาโนแห่งมหาสติ), Mindfulness Club (นาโนแห่งมหาสติ)… ซึ่งจะมีการเพิ่มเติมข้อมูลในหน้านี้อยู่เสมอ …………………………………………………… ….หลักปฎิบัติสติกับชีวิตจริง… “…การเจริญกรรมฐานแบบเคลื่อนไหว ต้องการให้ผู้ปฎิบัติ สามารถนำไปประยุกต์ ใช้กับชีวิตประจำวันให้ได้ เเละมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น อย่างมีความสงบสุข ให้ทำใจไว้เสมอว่า การทำงานคือ…การเจริญสติ ภาวนาตัวจริง…” …………………………………………… รู้น้อยๆแต่รู้นานๆ “…ให้เราสนใจปฎิบัติกันให้ได้ ให้เราศึกษากันแค่ตามดูกายกับใจ ดูรูปดูนามเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องอยากเลยจริงๆ แต่คนทุกวันนี้ก็แปลกนะ เขาบอกว่า “รู้แค่นี้มันจะเพียงพออะไร รู้แค่นี้ก็โง่เท่านั้นเเหละ” เขากลัวโง่แต่ไม่กลัวทุกข์ ความจริงแล้วเรายิ่งกลัวตัวเองโง่ ยิ่งโง่หนักเข้าไปอีก ไม่ต้องกลัวโง่หรอก ที่คุณรู้เยอะๆนั้นมันมันทำให้คุณโง่...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป “นวัตกรรมแห่งสติ๔๗”

ถอดพระธรรมเทศนา นวัตกรรมแห่งสติ๔๗ (เช้า ๓ ส.ค. ๖๐) ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธิกสมาคมฯ (ศูนย์ ๒ ปทุมธานี) วันที่ ๒ – ๘ สิงหาคม โดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท   #ความตายมีสองลักษณะ ถ้าเรามีชีวิตอยู่ แต่กายกับใจไม่ได้อยู่ด้วยกัน เราตายหรือเราทุกข์? ถ้ามันไปอย่างถาวรเราตาย ถ้ามันไปๆ มาๆ เราทุกข์ เมื่อธาตุขันธ์ยังไม่แตกดับ มันก็ไปๆ มาๆ ทำให้เราทุกข์ ความตายมีสองลักษณะคือ ตายจากธาตุและตายจากขันธ์ ตายจากธาตุหมายความว่า ธาตุสี่แยกจากกันคนละทาง ตายจากขันธ์หมายความว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ได้อยู่ด้วยกัน หมายความว่ารูปกับเวทนาอยู่ด้วยกัน แต่สัญญา สังขาร วิญญาณ คิดไปที่อื่นแล้ว จึงเป็นทุกข์  #ขันธ์ห้าไม่มีตัวตน พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราเข้าไปยึดไม่ได้...

พุทธวิปัสสนาเชิงวิทยาศาสตร์

พุทธวิปัสสนาเชิงวิทยาศาสตร์ ตอนที่ 1 ทุกวันนี้คนประเทศตะวันตกกำลังตื่นตัวหันมาสนใจเรื่องสมาธิตามแบบพุทธศาสนา เพราะยิ่งศึกษาเข้าไปลึกเท่าไร ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าพุทธศาสนา ชี้ให้เห็นความจริงของโลกวัตถุในทางวิทยาศาสตร์ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น คนที่มีพื้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาก่อน เมื่อมาศึกษาพุทธศาสนา จะค้นพบว่า วัตถุกับนามธรรม ต่างก็อิงอาศัยกันอย่างแยกไม่ได้ เหมือนกายกับใจ แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบความจริงทางรูปธรรมเท่านั้น แต่พระพุทธเจ้าค้นพบความจริงของโลกทั้งทางด้านรูปธรรมนามธรรม เป็นวิทยาศาสตร์ทางนามธรรมและรูปธรรมอย่างไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย หันมาศึกษาเรียนรู้คัมภีร์ทางพุทธศาสนามากขึ้น ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม และเอาหลักคำสอนของพุทธศาสนา มาพิสูจน์ตามหลักของวิทยาศาสตร์ในแขนงต่างๆ และนำมาประยุกต์ใช้ด้านวัตถุในเชิงเทคโนโลยีในรูแบบต่างๆ ความจริงแล้วพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เรื่องนี้ทั้งหมดทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ในรูปธรรมและนามธรรม แต่ทำไมพระองค์จึงไม่ทรงเผยแพร่หลักการของวิทยาศาสตร์ทางรูปธรรมเล่า? เคยมีคนถามเรื่องกับพระองค์มามาก พระองค์ตรัสตอบสั้นๆว่า น สิยา โลกวฑฺฒโน แปลว่า “อย่าทำโลกวัตถุนี้ให้เจริญมากกว่านี้เลย” เพพระองค์ให้เหตุผลว่า ถ้าพัฒนาวัตถุนิยมให้มันเจริญมากเท่าไร จะทำให้มนุษย์เสพความสุข สนุกเมามันในความละเอียดปราณีตในรสชาติของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ ด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน และจะยึดติดอย่างยากแก่การแก้ไขได้ แล้วมนุษย์ก็จะหันหลังให้กับพระศาสนา ซึ่งสอนให้ใช้ความพอดีทั้งวัตถุและจิตใจ แต่เมื่อคนเสพติดวัตถุแล้ว ก็ยากที่จะมีความพอดี ต่อไปก็จะเกิดการทำลายล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติให้หมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว...

พจนานิยม คำนำหนังสือเล่มใหม่ ๒๕๖๐

พจนานิยม การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีที่คนไทยรุ่นใหม่หันมาหาทางออกจากปัญหาชีวิต ด้วยการเจริญสติกันมากขึ้น แม้จะถูกบ้างผิดบ้าง ตรงทางบ้างไม่ตรงทางบ้าง ก็ยังดีกว่าหันไปหาสิ่งเดิมๆ คือไปหาหมอดู ไปสะเดาะเคราะห์ สืบชะตา ไปหาพ่อมด หมอผีเป็นต้น เพราะการเจริญสติจะทำให้พบทางแก้ปัญหาที่เป็นพุทธวิถีมากขึ้น ส่วนใครที่โชคดีหน่อยก็ได้พบกัลยาณมิตรหรือครูบาอาจารย์ที่เป็น สัมมาทิฏฐิ ซึ่งจะช่วยให้เราได้ที่พึ่งทางใจได้ถูกต้องและเร็วขึ้น ประการสำคัญ ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่า เราจะมุ่งแก้ปัญหาของตนเองตามคำแนะนำของท่านอย่างจริงจัง ตั้งใจ ต่อเนื่อง และถูกต้องหรือไม่เท่านั้น เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เกิดจากการรวบรวมคำบรรยาย ของข้าพเจ้า ในงานอบรม “การเจริญสติ” ในสถานที่ต่างๆทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มศิษย์ที่ ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติตามคำแนะนำการเจริญแบบเคลื่อนไหวใน Version ของข้าพเจ้าแล้ว หลายๆท่านช่วย กันถอดคัดลอกเสียงธรรมบรรยายของข้าพเจ้าออกมาแล้วเรียบเรียง ขัดเกลาสำนวน ส่งมาให้ข้าพเจ้าได้ปรับปรุงเนื้อหาให้น่าอ่านมากขึ้น และรวบรวมเป็นรูปเล่มตามที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ สาระสำคัญที่ข้าพเจ้าได้นำมาเน้นย้ำในช่วงการเผยแพร่ในยุคหลังๆนี้ พอจะแยกเป็นประเด็นสำคัญๆได้ดังนี้ 1. เน้นให้เห็นความแตกต่างระหว่าง สติแบบสัญชาตญาณ กับสติแบบปัญญาญาณ 2. เน้นให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจวิธีการเปลี่ยน แปลงกฎของไตรลักษณ์ ให้เป็นกฎของไตรสิกขาได้อย่างไร 3. เน้นการรักษาความสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งรูปและนาม ด้วยวิธีการเจริญสติกับการ...

เส้นทางพัฒนาอารมณ์แบบเคลื่อนไหวมือ

เส้นทางพัฒนาอารมณ์แบบเคลื่อนไหวมือ โดยพระพุทธยานันทภิกขุ หลวงพ่อได้เห็นความตั้งใจในการพัฒนาตนเองอย่างกระตือรือร้น และต่อเนื่อง ก็น่าเป็นห่วงและอีกทางก็น่าอนุโมทนา เพราะมีเหตุผลที่น่าจะเป็นดังนี้ 1. การเจริญสติแบบเก็บอารมณ์เข้ม เป็นเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาสติระดับสูง จำเป็นต้องมีกัลยาณมิตรผู้ชำนาญและแม่นยำเรื่องการให้และการสอบอารมณ์ และเป็นบุคคลที่ผู้ปฏิบัติ ให้ความศรัทธาและไว้วางใจอย่างสนิทใจชนิดไม่เคลือบแคลงสงสัย 2. สถานที่เก็บอารมณ์เข้ม ต้องเอื้อต่อการได้อารมณ์ภาวนาอย่างยิ่งเรียกว่าอาวาสสัปปายะ เอื้อต่อการเกิดกายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก( สงัดกาย สงัดจิต และสงัดกิเลสได้ง่ายกว่า ) 3. ครูผู้ดูแลอารมณ์ ต้องสามารถรู้วาระตนเองและผู้ปฏิบัติเป็นอย่างดีว่า อะไรควรจะพูด อะไรไม่ควรพูด และควรจะให้อารมณ์และสอบอารมณ์ในเวลาใด 4. ผู้ที่สมควรเข้าเก็บอารมณ์เข้ม ควรมีความเข้าใจพื้นฐานดังต่อไปนี้ 4.1 เข้าใจรูปนามเบื้องต้นเป็นอย่างดีแล้ว รูปนามเบื้องต้นคือ สามารถแยกความรู้สึกทางกาย และทางใจออกได้ชัดเจนว่า ส่วนไหนคือรูป ส่วนไหนคือนาม ส่วนไหนคือความคิด 4.2 สามารถแยกลักษณะและอาการของสติที่เป็นสัญชาตญาณ และสติที่เป็นปัญญาญาณได้ชัดเจน 4.3 สามารถเหนี่ยวเอาสติในรูปนามเป็นอารมณ์ได้สม่ำเสมอและต่อเนื่อง 4.4 สามารถรู้จักลักษณะของสติ สัมปชัญญะ สมาธิ และปัญญาว่า มีอาการ...