ถอดธรรมบรรยายประกอบภาพและเสียง “นวัตกรรมแห่งสติ๓๔” เรื่อง “ไตรกิเลส”

ถอดธรรมบรรยาย “นวัตกรรมแห่งสติ๓๔” ณ วัดพระธาตุแสงเทียน (เช้า ๒๑ ก.ค.๖๐) พระธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท เรื่อง ไตรกิเลส ยิ่งใกล้ยิ่งลืม เรามักจะลืมนึกถึงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว กายกับใจอยู่ใกล้ตัวมากจนเราลืมนึกถึง เพราะความเคยชินหรืออวิชชามาบดบัง เรื่องภายนอกที่เราหลงลืมหรือลืมนึกถึงไม่ใช่อวิชชา เป็นเพียงสัญญาอนิจจา เป็นเรื่องของไตรลักษณ์ เรื่องร่างกาย ความจำ สมอง เป็นกฎไตรลักษณ์ ความผิดพลาดที่เกิดทางร่างกาย โดยเกิดจากความผิดพลาดทางสัญญา เป็นกฎของไตรลักษณ์ ไมใช่กฎของสมุทัย จิตของเราถ้ามันลืมอะไรบางอย่าง เช่น ถ้าเราทุกข์ไปตั้งนาน เพิ่งนึกได้ ทุกข์ทางกายเป็นกฎไตรลักษณ์โดยธรรมชาติ ไม่ใช่สมุทัย ทุกข์ที่เกิดจากความไม่สบายใจเป็นสมุทัย หรือไตรกิเลส ไตรกิเลสคือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ถ้าเข้าใจกฎทั้งสองอย่างนี้ก็จะไม่สับสน เวลาเราป่วยเรามักนึกถึงว่าทำไมธรรมะไม่ช่วยเรา อันนี้สับสนแล้ว ถ้าเกิดความเศร้าหมองทางด้านจิตใจ เรานึกตำหนิกาย ก็สับสน ที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องของใครของมัน รู้ทันความพอใจเป็นสติ เรื่องร่างกายก็เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เรื่องจิตใจก็เป็นไปตามกฎของไตรสิกขา...

ถอดธรรมบรรยายประกอบภาพและเสียง “นวัตกรรมแห่งสติ๔๒”

พระธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท ณ วัดพระธาตุแสงเทียน (เย็น ๓๐ ก.ค.๖๐) เรื่อง สามีจิกรรม ผิดสมมติคนอื่นลงโทษ ผิดปรมัตถ์ลงโทษตัวเอง ผู้มีคุณธรรมต่ำไปล่วงละเมิดผู้มีคุณธรรมสูงเป็นบาป เราจึงต้องมีพิธีการขอขมาตามประเพณีที่ดีงาม พุทธศาสนามีสองระบบ ระบบสมมติและระบบปรมัตถ์ ระบบสมมติใช้กับสังคมส่วนรวม ระบบปรมัตถ์ใช้กับสังคมส่วนตัว สังคมส่วนรวม คำว่าสมมติเป็นข้อตกลงร่วมกัน เรียกชื่อนี้เป็นป้า ชื่อนี้เป็นพ่อ สมมติผู้หญิงคนนี้เป็นแม่ ชายคนนี้เป็นพ่อ เราก็ต้องเรียกตามนั้น ถ้าไม่เรียกตามนั้นก็จะผิดสมมติ เราเรียกผู้ชายคนนั้นเป็นพระ เราก็เคารพแบบพระ เรียกว่าทำถูกต้องตามสมมติ เรียกคนนี้ว่าพ่อแม่ ก็ต้องเคารพเป็นพ่อแม่ ซึ่งความจริงแล้วโดยปรมัตถ์ เป็นเพียงธาตุสี่ขันธ์ห้า เป็นรูปนามเหมือนกันหมด แต่โดยสมมติท่านจะแยกแยะไว้ตามสถานะ คนไหนไปล่วงละเมิดผิดพลาดเข้าก็ถือว่าผิดสมมติ บ้านเราเรียกว่าผิดผีบ้าง ผิดเทดาบ้าง เป็นเทวทัณฑ์ พรหมทัณฑ์ เทวดาลงโทษ พรหมลงโทษ ผีลงโทษ เพราะผิดสมมติ แต่ถ้าผิดปรมัตถ์ เราลงโทษตัวเอง ถ้าผิดสมมติคนอื่นลงโทษ การลงโทษตัวเองกับคนอื่นลงโทษ อันไหนมีความถูกต้องมากกว่ากัน การลงโทษตัวเองหมายความว่าคนนั้นต้องสำนึกผิดก่อน แล้วลงโทษตัวเองว่าต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะไม่ทำอีก...

ถอดธรรมบรรยายประกอบภาพและเสียง “นวัตกรรมแห่งสติ๑๒”

พระธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท (พระอาจารย์อาวุโสในสายงาน หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) ค่ำวันที่ ๗ กรกฎาคม ๖๐ ณ วัดพระธาตุแสงเทียน อ.เด่นชัย จ.แพร่ วัดเป็นของทุกคนต้องช่วยกันดูแล เมื่อก่อนเราต้องหาดอกไม้มาประดับแจกันหน้าพระ ในงานศพก็จะมีพวงหรีดดอกไม้มาประดับ เสร็จงานก็ทิ้งกัน ซื้อมาไม่ใช่ถูกๆ แต่งานหลวงปู่จันทะ ซื้อต้นไม้กระถางมาประดับหน้าศพ เสร็จงานก็ยกถวายหลวงพ่อมาไว้ที่วัดนี่ กระถางดอกไม้ห่อกระดาษสวยๆ ยกไปประดับหน้าพระ ที่ศาลาและที่หน้าวัด ก็จะสดใส ท่อพีวีซีเก่าๆ เก็บเอามาต่อกัน ซ่อมแซมซุ้มดาวอินคาที่ผุพัง ก่อนจะทิ้งอะไรเราต้องใช้ให้คุ้มค่า เพราะเราผลิตเองไม่ได้ การปฏิบัติธรรมไม่ใช่ว่าเราจะปฏิบัติทางจิตใจ ไม่เหลียวแลวัตถุเลย ต้องไปพร้อมๆ กัน วัตถุทั้งหลายเหมือนรูป คือกายเรา เราต้องบริหารการใช้งานให้ดี ให้ร่างกายเกิดโรคภัยไข้เจ็บน้อยที่สุด ใช้ประโยขน์ได้มากที่สุด จิตใจเหมือนเจ้าของบ้าน ต้องมีระเบียบวินัย ต้องมีสติปัญญาสามารถใช้วัตถุสิ่งของต่างๆ ให้คุ้มค่ากับแรงที่เราเสียไป การปฏิบัติธรรมคือการใช้ทุกสิ่ง ให้เกิดประโยชน์สูงประหยัดสุด เราต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำให้วัดน่าอยู่ ไม่ใช่ว่าหลวงพ่อไม่อยู่แล้ววัดกลายเป็นป่าช้า วัดจะต้องสง่างามสดใส ไม่ว่าหลวงพ่อจะอยู่หรือไม่ก็ตาม...

ถอดธรรมบรรยายประกอบภาพและเสียง “นวัตกรรมแห่งสติ๓๗”

คลิปนวัตกรรมแห่งสติ๓๗ ณ วัดพระธาตุแสงเทียน (เย็น ๒๒ ก.ค.๖๐) พระธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท คนดีต้องรักษา หน่อไผ่ในวัดไม่มีหนาม และมีรสอร่อย จึงมีคนมาขุดไปเยอะ สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์คนก็ชอบ และช่วยกันรักษาไว้ ต้นไผ่ป่าประโยชน์น้อยเพราะเป็นหนาม มีรสขม คนจึงไม่ค่อยรักษา พอใหญ่โตไม่มีใครเอามันได้ ต้นไม้ที่เป็นประโยชน์ คนก็รักษาสืบทอดไว้ เหมือนคนดีที่มีประโยชน์ คนก็ช่วยรักษาไว้ และช่วยกันขยายต้นไผ่ออกไปเรื่อยๆ ต้นไผ่ป่าค่อยๆ หายไป จนใกล้จะสูญพันธุ์ เพราะมันมีประโยชน์น้อย ไผ่ที่มีประโยชน์มากคือที่เรากินหน่อและมีรสหวาน คนดีก็เหมือนกัน เราพยายามที่จะรักษา เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนา เราทำในสิ่งที่ดีไว้ให้คนได้ใช้สอย สิ่งที่ดีต้องเป็นประโยชน์ ถ้าไม่มีประโยชน์มันก็ไม่ดี เราเป็นคนดีเพื่อให้คนได้ใช้ เราปลูกต้นไผ่ที่มีประโยชน์เพื่อให้คนได้กิน การมาปฏิบัติ คือการทำความดี เพื่อคนทั้งหลายที่เขายังไม่มีดี เขาจะได้ใช้ความดีของเรา วันหนึ่งเขาได้เห็นว่าความดีนั้นมันเป็นอย่างไร เขาจะเริ่มเป็นคนดีขึ้นมาได้ เราแต่ละคนก็มีสิ่งที่ไม่ดีมาก่อน เราเห็นคนที่ดีๆ เขามีความสุข มีความสบาย เราก็อยากเป็นคนดีบ้าง...

ถอดธรรมบรรยายประกอบภาพและเสียง “นวัตกรรมแห่งสติ๔๘”

คลิปนวัตกรรมแห่งสติ๔๘ ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธิกสมาคมฯ (ศูนย์ ๒ ปทุมธานี) วันที่ ๒ – ๘ สิงหาคม (เย็น ๓ สิงหาคม ๖๐) โดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท ยิ่งเรียนมากยิ่งรู้ยาก ผู้ที่สนใจการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ เป็นพวก intellectual หรือปัญญาชน แต่คนธรรมดาที่จบป.๔ ถ้ามีจิตใจซื่อตรง มีความคิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็จะเข้าใจได้เร็วเช่นกัน นักปราชญ์ชาวบ้าน ใช้ปัญญาจากประสบการณ์ ศึกษาซื่อๆ ตรงๆ ชัดๆ บางทีเราเรียนรู้อะไรเยอะๆ อาจจะสับสน เพราะใช้ความคิดแทนความรู้ คนที่มีการศึกษาสูงจิตใจอาจจะบิดเบี้ยว ไปตามสมมติ ตามภาษา กลายอุปสรรคอย่างมากในการปฏิบัติ นั่งสมาธิแช่นานๆอาจกลายเป็นอัมพฤกษ์ได้ คำถาม: ๑. การรู้เฉยๆ กับการรู้หนักรู้เบาต่างกันอย่างไร? การรู้หนักเบาเป็นการตัดสินหรือไม่? ๒. เมื่อปฏิบัติใหม่ๆ นั่งสิบห้านาทีก็รู้สึกว่าหนัก ปฏิบัตินานเข้าไม่รู้สึกหนักเลย ใช่ความรู้สึกเฉยๆหรือไม่? ตอบคำถาม:...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป “นวัตกรรมแห่งสติ๕๑”

คลิปนวัตกรรมแห่งสติ๕๑ (เช้า ๕ ส.ค. ๖๐) ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธิกสมาคมฯ (ศูนย์ ๒ ปทุมธานี) วันที่ ๒ – ๘ สิงหาคม โดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท จะเลือกเป็นคนประเสริฐหรือเป็นคนประสาท เรามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง คือพึ่งใจที่สงบ กายที่สงบ การฝึกกรรมฐานช่วยให้เรามีที่พึ่ง ไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่วัด พระรัตนตรัยคือความสะอาด สว่าง สงบ ของกาย วาจา ใจ และสิ่งแวดล้อม ทำให้ชีวิตของเรามีที่พึ่ง คนที่ฝึกฝนตนเองเป็นประจำเป็นคนประเสริฐ คนที่ไม่ชอบฝึกฝนตัวเองเป็นคนประสาท เราจะเป็นคนประเสริฐหรือคนประสาท เราเลือกได้ คนประสาทหมายถึงคนที่ไม่มีระเบียบ ทั้งกาย วาจา ใจ และสิ่งแวดล้อม บางคนแต่งตัวสวยงาม ไปดูที่บ้านรกรุงรังดูไม่ได้เลย มีแต่ความเป็นระเบียบสวยงามทางกาย แต่ทางใจไม่มี สิ่งแวดล้อมก็ไม่มี เราต้องทำไปเรื่อยๆ เพิ่งเริ่มต้นก็ยังดีกว่าไม่มีการเริ่มต้นเลย...

ถอดธรรมบรรยายประกอบภาพและเสียง นวัตกรรมแห่งสติ๔๕

อบรมวิปัสสนากรรมฐาน ”ไตรลักษณ์ สู่ไตรสิกขา” โดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท (พระอาจารย์อาวุโสในสายงาน หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธิกสมาคมฯ ศูนย์ ๒ ปทุมธานี เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ #ศีลคือหิน ศีลคือศิลาแปลว่าหิน เราเอาชื่อของหินมาตั้งเป็นศีล หินมีลักษณะดังนี้ ๑ แข็ง หมายถึงความเข้มแข็ง ๒. ไม่หวั่นไหว แตกผุยาก ๓. จมลงก้นน้ำ ๔. ปรับตัวตามสภาพแวดล้อม เวลานำไปตากแดดก็จะร้อน อยู่ในน้ำก็จะเย็น ท่านจึงนำลักษณะของหินมาเป็นชื่อของศีล คนที่มีศีลจึงเป็นคนที่ ๑. หนักแน่น ๒. ไม่หวั่นไหวต่ออะไรง่ายๆ ๓. มีความลึกซึ้ง ๔. เป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เวลามีอะไรมากระทบกระแทก ก็ไม่แตกง่าย มีสภาพที่คงที่ ผิดศีลคือผิดปกติ ศีลห้าที่บัญญัติไว้...

วัตถุ ปรมัตถ์ อาการ

ถ้าเรารู้จักเลือกใช้ความคิดเท่าที่จำเป็น จะทำให้เกิดความรู้เพิ่มขึ้นมาอีก ๓ อย่าง เรียกว่า รู้วัตถุ รู้ปรมัตถ์ และรู้อาการ ตามหลักของหลวงพ่อเทียน   รู้วัตถุ หมายถึง รู้ว่าสิ่งทั้งหลายในจักรวาลเป็นวัตถุทั้งสิ้น เรียกว่าสมมุติบัญญัติ ซึ่งแบ่งออกเป็น๓อย่าง ๑. ส่วนที่เป็นรูปที่เข้าไปเกิดในใจ เรียกว่า นามรูป เช่นความรู้สึกนึกคิด คือวัตถุอารมณ์ ๒. ส่วนที่เป็นความรู้ เป็นญาณ ปัญญา และความรู้ที่เป็นวิปัสสนาญาณ คือวัตถุปรมัตถ์ ๓. ส่วนที่เป็นการรับรู้ของกายและจิต ลักษณะของกายที่มีความรู้สึกตัวและจิตที่มีการรับรู้ได้อย่างปกติ คืออาการ เมื่อย่อความความรู้ทั้งหมดของจักรวาล เป็น ๓ อย่างคือ วัถตุ ปรมัตถ์ อาการ จะได้ดังนี้ วัตถุ ได้เเก่ สิ่งทั้งปวงในจักรวาล ตั้งเเต่รูปในใจไปจนถึงรูปของกายที่หยาบที่สุด ปรมัตถ์ ได้เเก่ ตัวรู้ที่สามารถเเยกเเยะ ส่วนไหนเป็นวิชชา ส่วนไหนเป็นอวิชชา ส่วนไหนเป็นปัญญาญาณ ส่วนไหนเป็นสัญชาตญาณ...

นิทานเรื่อง อาจารย์โง่ไปเรียนเซน

อาจารย์โง่ไปเรียนเซ็น ตอน 1 “อายุเข้าปูนนี้แล้ว เจ้ายังทำตัวเป็นเด็กอยู่นะ เมื่อไหร่ เจ้าจะเติบโตมากกว่านี้” อาจารย์เซ็นแห่ง สำนักยอดเขาปู่เป้ง เอ่ยปากเตือนสติ ศิษย์รักคนหนึ่ง “ท่านอาจารย์ต่างหาก ที่ยังเห็นผมเป็นเด็กอยู่ ถ้าท่านอาจารย์เติบโตมากกว่านี้ ก็คงไม่เห็นผมเป็นเด็กอีกต่อไป……! ว่าแล้วศิษย์วัดก็เดินจากไป ปล่อยให้อาจารย็เซ็น ยืนซึมอยู่กับที่ พร้อมกับอุทานกับตัวเองเบาๆว่า ” เออ…. ท่าจะจริงของมันวะ..!กูต่างหากที่ยังไม่เติบโต…….! ถ้ากูเติบโตจริง กูคงไม่เตือนมันแบบนั้น? คิดได้เช่นนั้น ท่านก็ตัดสินใจเข้าเก็บตัวเองอย่างเงียบๆ ในห้องกรรมฐาน เพื่อเฝ้าดูจิตของตนเองเป็นเวลา 1 เดือน ปล่อยให้ศิษย์วัดคนนั้น ทำหน้าที่แทนตนเองทุกอย่าง พอครบหนึ่งเดือน ท่านก็ออกจากห้องกรรมฐาน หลังจากเฝ้าพิจารณาจิตของตนเองอย่างจริงจัง ตั้งใจ ต่อเนื่องและถูกต้อง ” อ้อ… ท่านอาจารย์ออกมาแล้วหรือ?” ศิษย์คนเดิมเอ่ยปากทัก พร้อมกับยกมือพนมอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ” ใช่! ข้าออกมาแล้ว ขอบใจเจ้ามากๆ ที่ให้สติข้า ทำให้ข้ารู้จักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ต่อไป...

หนังสือ ภาวนาให้เป็นสุขพ้นทุกข์ด้วยสติ

      หนังสือ ภาวนาให้เป็นสุข พ้นทุกข์ด้วยสติ โดย พระพุทธยานันทภิกขุ (หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท) รวบรวมธรรมะจากหนังสือเล่มนี้ เรียบเรียงใหม่โดยคุณวัฒนา พิมพ์บึง ที่ได้โพสต์ในเฟซ หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท, Dynamic Meditation (นาโนแห่งมหาสติ), Mindfulness Club (นาโนแห่งมหาสติ)… ซึ่งจะมีการเพิ่มเติมข้อมูลในหน้านี้อยู่เสมอ …………………………………………………… ….หลักปฎิบัติสติกับชีวิตจริง… “…การเจริญกรรมฐานแบบเคลื่อนไหว ต้องการให้ผู้ปฎิบัติ สามารถนำไปประยุกต์ ใช้กับชีวิตประจำวันให้ได้ เเละมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น อย่างมีความสงบสุข ให้ทำใจไว้เสมอว่า การทำงานคือ…การเจริญสติ ภาวนาตัวจริง…” …………………………………………… รู้น้อยๆแต่รู้นานๆ “…ให้เราสนใจปฎิบัติกันให้ได้ ให้เราศึกษากันแค่ตามดูกายกับใจ ดูรูปดูนามเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องอยากเลยจริงๆ แต่คนทุกวันนี้ก็แปลกนะ เขาบอกว่า “รู้แค่นี้มันจะเพียงพออะไร รู้แค่นี้ก็โง่เท่านั้นเเหละ” เขากลัวโง่แต่ไม่กลัวทุกข์ ความจริงแล้วเรายิ่งกลัวตัวเองโง่ ยิ่งโง่หนักเข้าไปอีก ไม่ต้องกลัวโง่หรอก ที่คุณรู้เยอะๆนั้นมันมันทำให้คุณโง่...